BumQ 4

ล้ำลึกและไม่เคยล่าสมัย

ล้ำลึกและไม่เคยล่ามั
สุภาษิตช่วยให้เข้าใจจีนยุคใหม่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น


องปีก่อน ผมมีโอกาสคุยกับชาวนาที่กำลังหว่านไถกลางทุ่งนอกเมืองเซี่ยงไฮ้ ชาวนาเล่าให้ฟังถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน หลังมีเครื่องรับโทรทัศน์และร้านวิดีโอ ผมฟังสำเนียงเหน่อแบบจีนบ้านนอกพอได้

ชาวนาเอ่ยขึ้นว่า "ไม่มีวันรู้ว่ากวางจะตายด้วยน้ำมือใคร"

ผมจ้องหน้าชาวนา ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร พอตั้งสติได้ ผมพยักหน้าทำทีเหมือนรู้แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องคุย ต่อมา ผมเปิดพจนานุกรมสุภาษิตจีน แล้วพบคำอธิบายยืดยาวเล่าเรื่องขุนพลโบราณผู้พยายามทำนายอนาคต เขาบอกทหารคนสนิทว่า "นายไม่มีวันรู้หรอกว่ากวางจะตายด้วยน้ำมือใคร"

ภาษาจีนเป็นภาษาซึ่งยากจะเข้าใจได้ลึกซึ้งและครบถ้วน คำที่ความหมายคล้ายกันมีมากเกินจำ และความหมายของแต่ละคำหรืออักษรแต่ละตัวต้องพิจารณาจากบริบทแวดล้อมเป็นหลัก

แต่ส่วนยากที่สุดน่าจะเป็นสุภาษิตที่คนจีนชอบสอดแทรกไว้ในภาษาของตน

นจีนแทบทุกคนชอยเอ่ยอ้างสุภาษิตไม่ว่าจะเป็นชาวนา คนกวาดถนน บุรุษไปรษณีย์ อาจารยมหาวิทยาลัย หรือนักประพันธ์ ค่านิยมนี้สะท้อนความรู้สึกภาคภูมิใจที่พวกเขามีต่อวัฒนธรรมจีนโบราณ อย่างไรก็ดี หากมองให้ลึกซึ้งจะพบว่าสุภาษิตชี้แนะและช่วยให้เราเข้าใจความเป็นไปของสังคมจีนมากขึ้น นอกจากนี้คนจีนยังชอบยกสุภาษิตเพื่อกลบเกลื่อนหรือแก้ต่างเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงปรารถนา

"หยั่งหินข้ามแม่น้ำ"
เป็นคำพังเพยที่ เติ้ง เสี่ยว ผิง ผู้นำสูงสุดของจีนกล่าวไว้ก่อนเสียชีวิต เติ้ง เสี่ยว ผิง ชอบใช้เวลาอธิบายความไม่แน่นอนของผลลัพธ์จากการใช้วิถีทางทุนนิยมในประเทศสังคมนิยมอย่างจีน ซึ่งเป็นโครงการเล็งผลเลิศที่ไม่มีใครรู้อนาคตอย่างแท้จริง

ในสังคมที่เน้นย้ำให้ประชาชนเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจ สุภาษิตเป็นเครื่องมือที่ช่วยค้ำจุนผู้กุมอำนาจได้อย่างแนบเนียน ผู้นำทางการเมืองเข็นสุภาษิตออกมาเพื่อปิดปากปลอบประโลม หรือไม่ก็เบนความสนใจของผู้ใต้บังคับบัญชา การเลือกใช้สุภาษิตโบราณเท่ากับบอกเป็นนัยว่าปัญหาต่างๆสั่งสมมานานและยากจะแก้ไข

นช่วงที่ความคิดทางการเมืองเป็นแบบสุดโต่ง รัฐบาลจีนก็ใช้ประโยชน์เต็มที่จากนิสัยพึ่งพาสุภาษิตของคนจีนทั่วประเทศ ตัวอย่างเช่น ในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อฝ่ายซ้ายจัดครองเมือง คนจีนนับล้านเดินตามคติพจน์ท่านประธานเหมาในสมุดปกแดงอย่างว่านอนสอนง่าย

แม้ในช่วงที่สังคมฟังเหตุผลมากขึ้น คนจีนก็ยังนำสุภาษิตมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การตัดสินใจหรือการกระทำของตน เมื่อไม่นานมานี้ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างคนหนึ่งไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านการสร้างอาคารสูงทันสมัยในเซี่ยงไฮ้ และพบว่ามีการก่อสร้างอาคารลักษณะนี้จำนวนมากเพื่อแทนสถาปัตยกรรมสวยงามโบราณที่ถูกทุบทำลายทิ้ง เมื่อผู้คนคาดคั้นหนักขึ้น เขากลับตอบด้วยน้ำเสียงสดใสว่า "ต้องเรียงให้แน่นดุจฟันหวี"

ผู้อำนวยการคนนั้นคงต้องการบอกว่าจะมีการก่อสร้างอาคารไปเรื่อยๆจนกระทั่งอัดแน่นเต็มพื้นที่ และคิดว่าการอ้างสุภาษิตโบราณน่าจะช่วยให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นเรื่องสมเหตุสมผลขึ้นมาได้

นวันที่อารมณ์ไม่สดใสและครอบครัวคลุ้งไปด้วยสุภาษิต ผมรู้สึกมั่นใจว่า คนจีนยกคำพังเพยเหล่านี้มาเพื่อปิดกั้นมิให้พวกสอดรู้สอดเห็นด้อยปัญญาเข้าถึงตัว ผมเริ่มชิงชังคำนำประโยค "พวกเราคนจีนมีคำพังเพยอยู่ว่า..." เพราะรู้ว่าคู่สนทนากำลังจะเริ่มสาธยายความหมายของสุภาษิตหนึ่งให้ฟัง

แขกผู้มาเยือนหลายคนกระหายอยากฟังความเห็นของผมเรื่องอนาคตประเทศจีน โดยส่วนใหญ่อยากทราบว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศจีนซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ในเมื่อคนจีนเลิกเชื่อลัทธินี้เสียแล้ว

ผมจะอ้ำอึงทุกครั้งเมื่อต้องการสรรหาคำพูดมาอธิบาย ความจริงผมน่าจะตอบด้วยการยกสุภาษิตจีนประกอบ แต่ก็นึกไม่ออกเลยสักบทเวลาถูกถาม

แต่เดี๋ยวนี้ ผมรู้แล้วว่าสุภาษิตบทไหนก็ไม่เหมาะเท่า
"คุณไม่มีวันรู้เลยว่ากวางจะตายด้วยน้ำมือใคร"

เอกสารลับ...มีโตรฮิน

เอกสารลับ
มีโตรฮิน
ข้อมูลดิบของประวัติศาสตร์ คอมมิวนิสต์โซเวียต และ เคจีบี


ช่วงที่ทำงานเป็นตำรวจลับเคจีบีใหม่ๆ วาซีลี มีโตรฮิน เคยพูดวิจารณ์หน่วยงานจารกรรมตันสังกัด ยุคสตาลิน เรืองอำนาจไว้หลายเรื่อง แม้เผด็จการโซเวียตรายนี้จะลาโลกไปแล้วและรัฐบาลยุคต่อมาจะประณามระบอบการปกครองของเขา มีโตรฮินก็ยังมีความผิดฐานพูดไม่ระวังปากโดยถูกย้ายจากหน่วยปฏิบัติการภาคสนามอันน่าตื่นเต้นไปทำงานนั่งโต๊ะประจำหน่วยเก็บเอกสารของเคจีบี การย้ายงานดังกล่าวนำไปสู่การเผยความลับครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งสั่นสะเทือนวงการจารกรรมตราบจนทุกวันนี้

ลังดูแลรับผิดชอบเอกสารลับสุดยอดของเคจีบีอยู่นานหลายปี มีโตรฮินเริ่มมองเห็นธาตุแท้ของระบบซึ่งหน่วยสืบราชการลับแห่งนี้พยายามปกป้องด้วยการทำจารกรรม บ่อนทำลาย และใช้กำลังขู่คุกคาม เขาเริ่มคัดลอกเอกสารจำนวนมากและซ่อนสำเนาไว้ในที่ปลอดภัย แรงจูงใจเดียวก็คือ "เพื่อมิให้ความจริงถูกลืมและอนุชนรุ่นหลังจะรับทราบเรื่องเหล่านี้สักวัน"

และจะไม่มีใครลืมเลือนแน่นอน เพราะความจริงดังกล่าวได้รับการบันทึกไว้ในหนังสืออันน่าทึงชื่อ The Sword and the Shield : The Mitrokhin Archive and the Secret History of the KGB เขียนโดย คริสโตเฟอร์ แอนดรูว์ นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ด้วยความร่วมมือจากมีโตรฮิน นับเป็นหนังสือเล่มแรกที่เปิดเผยข้อมูลมหาศาลที่มีโตรฮินรวบรวมไว้อย่างละเอียด นั่นคือข้อมูลดิบของประวัติศาสตร์ลับในการต่อสู้ระหว่างระบอบคอมมิวนิสต์โซเวียตกับโลกเสรี

เนื้อหาในเอกสารลับของมีโตรฮินมีตั้งแต่เรื่องสุดโหดสยองขวัญไปจนถึงเรื่องจี้เส้น เช่นชื่อจริงและรหัสของสายลับโซเวียตที่เจาะเข้าไปทำงานในกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯและหน่วยงานอื่นๆ รวมทั้งชื่อเสียงเรียงนามของบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งลักลอบส่งความลับเกี่ยวกับระเบิดปรมาณูให้รัฐบาลโซเวียต การข่มขู่นักการทูตต่างประเทศว่าจะเปิดเผยความลับทางเพศหากไม่ยอมทำงานให้ การส่งเรื่องไปลงในสื่อมวลชนทั่วโลก โดยกล่าวหาว่าฝ่ายทหารสหรัฐฯเป็นผู้คิดค้นเชื้อโรคเอดส์ขึ้นมา และอ้างว่าเศรษฐีอเมริกันรับเด็กประเทศโลกที่สามไป "เป็นบุตรบุญธรรม" เพื่อนำอวัยวะไปปลูกถ่ายให้ตนเอง

บางเรื่องก็หยุมหยิมปลีกย่อยและเหลือเชื่ออย่างเช่นคราวหนึ่ง เคจีบีโกรธมากที่รูดอร์ฟ นูเรเยฟ ยอดดาราบัลเลต์ เอาใจออกห่างไปอยู่ประเทศตะวันตก เคจีบีถึงกับจ้างให้นักเลงหัวไม้โยนเศษแก้วขึ้นไปบนเวทีบัลเลต์รอบปฐมทัศน์ของนูเรเยฟ หลังขอลี้ภัยการเมืองและกระทั่งวางแผนให้เขาขาหัก โดยใช้คำสั่งในภาษาราชการเคจีบีว่าเป็นปฏิบัติการ "มุ่งลดความชำนาญทางวิชาชีพ"

นปี 2515 กองอำนวยการที่หนึ่ง (ข่าวกรองต่างประเทศ) เริ่มย้ายที่ทำการจากบริเวณใจกลางกรุงมอสโกไปอยู่ชานเมือง ซึ่งใช้เวลานานนับสิบปี มีโตรฮินได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ทำดัชนีและเก็บเอกสารทั้งหมดจำนวน 300,000 แฟ้ม โดยเป็นเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ตรวจสอบเอกสารต่างๆ ก่อนบรรจุลงกล่องปิดผนึกมิดชิดและนำไปส่งด้วยตัวเองยังสถานที่เก็บแห่งใหม่ ข้อมูลทุกอย่างต้องผ่านมือเขา รวมทั้งเอกสารลับที่สุดของกองอำนวยการเอส ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมสายลับโซเวียตทุกคนที่แฝงตัวทำงานภายใต้หน้าฉากของการเป็นคนต่างถิ่นในประเทศนั้นๆ

มีโตรฮินเริ่มคัดลอกข้อความจากแฟ้มลงเศษกระดาษแล้วนำกลับบ้านโดยซ่อนไว้ในรองเท้า จากนั้นก็เริ่มรู้ว่าเจ้าหน้าที่เคจีบีระดับเขาได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกทหารยามตรวจค้นร่างกาย นอกจากจะตรวจดูถุงและกระเป๋าเอกสารบ้างเป็นครั้งคราว เขาจึงเริ่มนำโน้ตที่บันทึกไว้บนกระดาษใส่กระเป๋ากางเกง ทุกสุดสัปดาห์ มีโตรฮินจะนำโน้ตปึกหนึ่ง ติดตัวไปที่กระท่อมนอกกรุงมอสโก พิมพ์คัดลอกแล้วซ่อนไว้ในถังนมซึ่งฝังอยู่ใต้พื้นห้อง หลายปีผ่านไป โน้ตเหล่านี้เพิ่มพูนจนกลายเป็นคลังเอกสารขนาดใหญ่ทั้งหมดซ่อนอยู่ในหีบและกล่องต่างๆ

หลังอ่านแฟ้มเอกสารอย่างพินิจพิเคราะห์มีโตรฮินสรุปว่าเคจีบีมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด ในการดำรงไว้ซึ่งแสนยานุภาพทางทหารของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นรัฐทหารที่จำเป็นต้องพึ่งพาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ แอนดรูว์กับมีโตรฮินเขียนว่า งานจารกรรมช่วยรักษาความเป็นมหาอำนาจทางทหารของโซเวียต ในขณะที่ "อัตราการตายในเด็กทารกของประเทศและดัชนีบ่งชี้ความอ่อนด้อยทางสังคมอื่นๆ" ร้ายแรงกว่าของสหรัฐฯและยุโรปตะวันตกหลายเท่าตัว

เคจีบีตอบโต้ผู้ที่พยายามเปิดโปงการปฏิบัติงานของหน่วยอย่างดุเดือด ตัวอย่างโดดเด่นในเรื่องนี้ได้แก่การตีพิมพ์หนังสือชื่อ KGB : The Secret Work of  Soviet Secret Agents ในปี 2517 ของ จอห์น บารอน หนังสือดังกล่าวทำให้ผู้บริหารเคจีบีสั่งให้เจ้าหน้าที่ "ตรวจสอบความเสียหายที่เกิดจากหนังสือและเขียนรายงานไม่ต่ำกว่า 370 ชิ้น" หัวหน้าหน่วยเคจีบีในกรุงวอชิงตันได้รับคำสั่งให้ขุดคุ้ยภูมิหลังของบารอนอย่างหมดเปลือก และ "ดำเนินมาตรการเชิงรุก" เพื่อให้เขาหมดความน่าเชื่อถือ หนึ่งในความพยายามแนวนี้ได้แก่ การสร้างภาพว่าบารอนสังกัดอยู่ใน "ขุมข่ายงานของพวกยิว" ที่มุ่งต่อต้านสหภาพโซเวียต นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้ดำเนินมาตรการเดียวกันกับนักหนังสือพิมพ์ที่เขียนวิจารณ์หรือใช้ข้อมูลจากหนังสือของเขาด้วย

ในเดือนมีนาคม 2535 หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย มีโตรฮินนำตัวอย่างเอกสารที่รวบรวมไว้ขึ้นรถไฟข้ามคืนออกจากเขตแดนรัสเซียปัจจุบัน มุ่งหน้าสู่ประเทศชายฝั่งทะเลบอลติกแห่งหนึ่ง (เขาไม่ต้องการเปิดเผยว่าเป็นประเทศใด) แล้วติดต่อไปยังสถานทูตสหรัฐฯ แต่ได้รับการต้อนรับแบบเนือยๆขณะที่สถานทูตอังกฤษให้การต้อนรับอบอุ่นกว่า ต่อมาหน่วยข่าวกรองอังกฤษนำตัวมีโตรฮิน พร้อมด้วยครอบครัว และเอกสารทั้งหมดออกจากรัสเซีย ปัจจุบัน เขาเป็นพลเมืองของประเทศอังกฤษ

เอกสารลับมีโตรฮินมีส่วนช่วยอย่างสำคัญในการจับกุมและลงโทษ โรเบิร์ต ลิปคา สายลับโซเวียตที่แฝงตัวทำงานอยู่ในสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังเปิดโปง เมลิตา นอร์วูด สตรีอังกฤษผู้ส่งมอบความลับทางวิทยาศาสตร์ในสหภาพโซเวียตระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังจากนั้น ถึงที่สุดแล้ว "เอกสารลับมีโตรฮิน" อาจเปิดเผยรายชื่อสายลับอีกนับพันหากมีการเจาะเนื้อหาลึกกว่านี้

ระหว่างนี้ หนังสือ The Sword and the Shield กล่าวถึงความลับเรื่องหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องหาข้อยุติให้ได้โดยเร็วที่สุด นั่นคือรายงานที่ว่าเคจีบีซุกซ่อนวิทยุสื่อสาร อาวุธ และวัตถุระเบิดไว้ตามที่ต่างๆทั่วยุโรปและสหรัฐฯ อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนรัฐบาลสหภาพโซเวียตที่จะก่อวินาศกรรม ทำลายท่อส่งน้ำมัน โรงไฟฟ้า สายไฟฟ้าแรงสูง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และอาคารสิ่งปลูกสร้างอื่นๆในกรณีเกิดสงคราม ที่ค้นพบแล้วก็คือ สถานที่เก็บซ่อนเครื่องมือวิทยุสื่อสารในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเบลเยียม

ที่สำคัญคือ หน่วยงานเอสวีอาร์ ซึ่งเข้ามาแทนที่หน่วยเคจีบียังคงทำจารกรรมต่อต้านสหรัฐฯอย่างแข็งขันต่อเนื่อง เมื่อนักการทูตชาวรัสเซียผู้หนึ่งในกรุงวอชิงตันได้ถูกขับออกนอกประเทศ หลังถูกข้อหาจารกรรม โดยมีคนแอบนำอุปกรณ์ดักฟังไปติดตั้งไว้ในห้องประชุมของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ และเอฟบีไอรายงานว่านักการทูตคนดังกล่าว ถูกจับกุมขณะนั่งฟังการประชุมอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ใกล้กับตัวอาคาร

ขณะเดียวกัน มีโตรฮินเองต้องใช้ชื่อปลอมและกบดานในบ้านลับ ซึ่งมีการจัดเวรยามคุ้มครองความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในประเทศอังกฤษ และสารภาพว่ากลัวมือสังหารจากเอสวีอาร์จะมาไล่ล่าแก้แค้น มีโตรฮินกล่าว "พวกเขายังเป็นคนกลุ่มเดิม หน่วยงานเดิม และยึดวัตถุประสงค์เดิม ผู้นำทุกคนของหน่วยงานใหม่เป็นลูกหม้อเคจีบีและเป็นอาชญากรเหมือนกันหมด"

ทะเลาะอย่างสร้างสรรค์

ทะเลาะ
อย่างสร้างสรรค์

เถียงกันดีๆอาจช่วยให้รักยืนยาว
นักจิตวิทยากล่าวไว้นานแล้วว่า เราอาจทำนายว่าคู่สมรสใดจะอยู่ครองรักกันอย่างมีความสุขโดยดูจากวิธีที่ทั้งสองทะเลาะกัน มีคนบอกฉันว่าเวลาเถียง ฉันชอบร้อนตัวรีบตั้งป้อมโดยไม่ฟังเสียง นอกจากนั้นฉันยังเป็นคนชอบเหน็บแนม ปึงปังเกินเหตุ และเจ้าน้ำตา ฉันไม่ปฏิเสธ (แต่ถ้ากล่าวหาอย่างนี้ตอนกำลังทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดง เชื่อได้เลยว่าเถียงสุดฤทธิ์)

แฟนเก่าเคยพยายามดัดนิสัยฉันโดยขอร้องให้เป็นผู้ฟังที่ดีซึ่งอ้างว่าเป็นเทคนิคการบำบัดและเป็นหลักการที่นักจิตวิทยาครอบครัวสมัยใหม่นิยมใช้ เชื่อกันว่าเทคนิคนี้จะทำให้เราเถียงด้วยใจเป็นธรรมและลดการเอาชนะคะคาน แต่ฉันอ้างว่าตัวเองเป็นผู้ฟังที่ดีอยู่แล้ว แฟนหนุ่มเถียงว่าไม่จริง เพราะฉันชอบถอนใจเสียงดัง ทำจมูกบาน เดินวนไปวนมา และปึงปังออกจากห้อง การฟังอย่างมีประสิทธิภาพหมายถึงตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดประหนึ่งว่าจะมีการทดสอบและเมื่อต้องเป็นฝ่ายตอบ เราควรเรียบเรียงคำพูดใหม่ว่า

"ข้อใหญ่ใจความที่คุณพูดก็คือ..."
ฉันพร้อมจะลองดู เขาจึงเริ่มพูดจนเวลาผ่านไปหลายนาที เคราะห์ดีที่เราพูดกันทางโทรศัพท์ ฉันเลยมีเวลาจดใส่กระดาษ เขานิ่งไปครู่หนึ่งหลังพูดจบ
"ข้อใหญ่ใจความที่คุณพูดก็คือ" ฉันเอ่ย "คุณคิดว่าฉันชอบร้อนตัวแล้วเถียงข้างๆคูๆ ทำเหมือนคุณไม่มีความสำคัญ ก็เลยทำให้คุณรู้สึกป้อแป้ใช่ไหม"
"ท้อแท้"
"อ๋อ ใช่ๆ"
"ขี้โกงนี่" เขาว่า "คุณเล่นจดเอาไว้"
"เปล่านะ"
แต่แล้วความสัมพันธ์ของเราก็จบลงโดยไม่มีใครช่วยได้


แต่กับเอ็ดแฟนใหม่ ฉันจะไม่ยอมให้อะไรผิดพลาดอีก จึงไปขอคำแนะนำจากเพื่อนที่เรียนจบด้านจิตวิทยา เพื่อนแนะให้ขึ้นต้นประโยคด้วย "ฉัน" เพราะประโยคที่ขึ้นด้วย "คุณ" เป็นการต่อว่าทำให้คนฟังตั้งป้อมเถียงจนไม่มีใครฟังใคร เช่น เราไม่ควรพูดกับคนรักว่า "คุณไม่เคยล้างจานเลย เห็นแก่ตัวจัง" แต่ควรพูดว่า "ฉันรู้สึกโกรธและไม่ยุติธรรมเลยเวลาคนที่ฉันรักทิ้งจานไว้ให้ล้างทั้งที่เขาเป็นคนใช้จานนั่น แถมยังกินอาหารที่เหลือจนเกลี้ยงตู้แม้จะรู้อยู่แล้วว่าฉันตั้งใจจะเก็บไว้กินตอนกลางวัน" อีกเทคนิคที่เพื่อนแนะคือ "การคล้อยตาม" โดยพยายามเห็นพ้องกับอีกฝ่าย "ผมพอเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณจึงหัวเสียที่ผมไม่ล้างจานเล็กๆแค่ใบเดียว แถมกินพิซซ่าชิ้นสุดท้าย ถ้าผมคิดเล็กคิดน้อยอย่างคุณก็คงโกรธเหมือนกัน"

ม่นานมานี้ฉันงัดเทคนิคดังกล่าวข้างต้นมาใช้ ขณะขับรถอยู่โดยมีเอ็ดนั่งอยู่ข้างๆ ฉันไม่ทันเห็นสัญญาณให้หยุด ซึ่งเป็นธรรมดาที่ผู้ขับรถอาจเผลอได้ จริงไหม แต่เอ็ดเห็นป้ายสัญญาณ เลยทำท่าเหยียบเบรกเต็มแรงเป็นการบอกให้ฉันรู้ "ฉันรู้สึกเหมือนถูกตำหนิทุกครั้งที่คุณพร่ำบ่นเวลาฉันขับรถ" ฉันเริ่ม "แล้วใครกันล่ะที่เคยทำให้เราเกือบตายเพราะเลี้ยวใส่รถที่พุ่งมาหน้าห้างเมื่อวันก่อน"

"ต่อว่าผมตรงๆว่าเป็นคนโดยสารที่จุ้นจ้านไม่เข้าท่าดีกว่าน่า" เอ็ดติง

ค่ำนั้น ฉันพยายามบอกเอ็ดว่าฉันเรียนรู้ไม่น้อยจากการเป็นผู้ฟังที่ดีและคล้อยตามอีกฝ่าย เอ็ดตั้งใจฟัง จับมือฉันไปกุมไว้แล้วบอกว่า "เวลาคุณพูดถึงเรื่องอย่างนี้ ผมรู้สึกเหมือน...จะว่ายังไงดีล่ะ  รู้สึกเหมือนอยากอาเจียนจริงๆนะ"

จากนั้นไม่นาน เอ็ดนำข้อความที่ตัดจากหนังสือพิมพ์มาวางไว้ให้ที่โต๊ะ ข้อความกล่าวถึงการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งติดตามบันทึกเทปวิดีโอคู่แต่งงานใหม่ 130 คู่ขณะโต้เถียงกันเป็นเวลาหกปี ผลปรากฏว่าคู่ที่ยังอยู่ด้วยกันแทบไม่เคยใช้เทคนิคการฟังอย่างมีประสิทธิภาพและคล้อยตามความรู้สึกของกันเลย นักวิจัยรู้สึก "ช็อก" เพื่อพบว่าคู่ที่มีความสุขต่างทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนคนทั่วไป มีอารมณ์โกรธ ทำความเข้าใจ แล้วคืนดีกัน

เพียงรู้ว่าไม่ต้องขึ้นต้นคำพูดด้วยประโยคว่า "ข้อใหญ่ใจความที่คุณพูดก็คือ" ก็รู้สึกดีใจจนบอกกับตัวเองทันทีเลยว่า คราวหน้าถ้าเอ็ดโกรธขึ้นมา ฉันจะไม่ตั้งป้อมเถียงเขาหัวชนฝาอีก

แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นตอนบ่ายวันเสาร์ ฉันเอาลำโพงเครื่องเล่นสเตอริโอรุ่นปี 1970 ไปทิ้ง แต่เอ็ดอยากเก็บไว้เพราะคิดว่าอีกสิบปีข้างหน้าอาจใช้ประโยชน์ได้ ฉันต่อว่าเขาเป็นการใหญ่ที่ไปรี้อขยะเพื่อตรวจดูว่าฉันเอาอะไรไปทิ้งบ้าง "นี่คุณกำลังจับผิดฉันนะ"

เอ็ดหน้าตาตื่น "คุณเอาของผมไปทิ้งโดยไม่บอกสักคำ"
 
ะฆังดังหมดยก เราต่างถอยเข้ามุมของตัวเอง พอถึงเวลาอาหารค่ำ ฉันก็โผล่เข้าไปในครัวพร้อมด้วยลำโพงที่เช็ดสะอาดเอี่ยม ส่วนเอ็ดสัญญาว่าจะไม่เข้ามาวุ่นวายเวลาฉันทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ เขาขอให้บอกหากฉันคิดว่าเขากำลังจุ้นจ้านหรือรื้อข้าวของที่ฉันทิ้งไปแล้วขึ้นมาใหม่ "ผมไม่รู้ตัวเลย ช่วยบอกด้วยก็แล้วกัน" เขายิ้มหวาน "ผมจะได้ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คุณพูดสักหน่อย"
ตลาดออนไลน์ !